อารมณ์แปรปรวน ในผู้หญิง

อารมณ์แปรปรวน ในผู้หญิง ปัญหาโลกแตกที่ไม่ควรมองข้าม

โรคอารมณ์แปรปรวน ในผู้หญิง

ผู้หญิงกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ต้องเผชิญกับ อารมณ์แปรปรวน จากหลากหลายสาเหตุ พบได้มากกว่าในผู้ชายหลายเท่า เรียกได้ว่าเป็นปัญหาโลกแตกที่คนอยู่ใกล้ปรับตัวตามไม่ทัน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเหมือนผีเข้าผีออก ทำให้ผู้ชายส่วนมากไม่เข้าใจอารมณ์ของผู้หญิงว่าพวกเธอเป็นอะไรกันนักหนา

ส่วนตัวผู้หญิงเองก็มักจะประสบกับความหงุดหงิดใจที่หาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมตัวเองถึงอารมณ์เสีย บ้างก็เป็นความรู้สึกเศร้า เครียด หงุดหงิด กระทบไปจนถึงอาการอื่น ๆ ของร่างกายตามมา ไม่ว่าจะเป็น ปวดศีรษะ ท้องอืด รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว หายใจไม่อิ่ม หน้ามืด รู้สึกไม่สดชื่น ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้่แม้จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นกับอารมณ์ของสาว ๆ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นแบบเรื้อรัง หาทางออกไม่ได้สักที จะกลายเป็นตัวลดทอนคุณภาพชีวิตให้ย่ำแย่ ประสบปัญหาในการเข้าสังคม จากความแปรปรวนทางอารมณ์ ก็อาจกลายเป็นคนวิตกจริต ตามมาด้วยปัญหาซึมเศร้า เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้

ภาวะอารมณ์แปรปรวนคืออะไร ?

พูดรวม ๆ ถึง ภาวะอารมณ์แปรปรวน ที่พบในผู้หญิง เรียกกันว่า "Mood Swings" จำกัดนิยามของอาการนี้คืออารมณ์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มาจากการกระตุ้นทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของระบบภายในต่าง ๆ ภายในร่างกายที่มองไม่เห็น ไปจนถึงอาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ โดยเฉพาะโรคทางจิตเวชที่จะทำให้เกิดภาวะดังกล่าวได้มากทีเดียว

อารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์แปรปรวน ไม่ทราบสาเหตุ พบได้ทุกช่วงวัย แต่จะพบได้มากในกลุ่มอายุ 35 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นวัยหมดประจำเดือน หรือที่เรียกกันว่า "อาการวัยทอง" นั่นเอง อย่างไรก็ตามอาการแปรปรวนทางอารมณ์ยังเริ่มพบได้ในเด็กวัยเจริญพันธุ์ อายุ 18 ปีขึ้นไป การควบคุมอารมณ์แย่ ๆ ของตัวเอง โดยปกติเมื่อถูกกระตุ้นก็จะค่อย ๆ หายไปได้เอง

แต่หากมีความรุนแรงทำให้อารมณ์แปรปรวนอย่างหนัก ก็จะเกิดผลเสียตามมา ทั้งอาการทางกายและทางใจ ด้วยเหตุนี้สาว ๆ ที่มีความรู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยนิ่ง เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวโมโห หงุดหงิด ไม่พอใจ ร่วมกับมีอาการทางกายอย่างที่กล่าวไปข้างต้นตามมาด้วยแล้ว ก็คงต้องหาสาเหตุเพื่อหาทางแก้ไขให้ตรงจุด จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ลักษณะอารมณ์แปรปรวน

ลักษณะของอารมณ์แปรปรวนมีอาการเป็นอย่างไร ?

อาการแปรปรวนทางอารมณ์ แม้จะเกิดจากสาเหตุไหนก็ตาม มักจะไม่มีความแตกต่างกันเท่าใดนัก แต่จะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงมากกว่าว่าใครมากหรือน้อยกว่ากัน โดยทั่วไปที่พบ อาการเบื้องต้นที่สามารถสังเกตได้ว่าตัวเองกำลังประสบปัญหาอารมณ์แปรปรวนอยู่หรือไม่ คือ

1.รู้สึกเครียด วิตกกังวล คิดวนไปวนมา จนทำให้เป็นคนสมาธิสั้น

2.รู้สึกซึมเศร้า สิ้นหวัง บางคนรุนแรงถึงขั้นอยากทำร้ายตัวเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่

3.ร้องไห้แบบไร้สาเหตุ ไม่รู้ว่าตัวเองเศร้าเพราะอะไร โดยเฉพาะในช่วงพลบค่ำที่จะเกิดอารมณ์เศร้าได้บ่อย

4.เบื่อหน่ายกับหน้าที่การงาน ไม่สนใจกิจวัตรประจำวันหรือหน้าที่ของตัวเอง

5.รู้สึกตื่นนอนขึ้นมาแล้วไม่สดชื่น แม้จะนอนหลับอย่างเต็มอิ่ม เข้านอนตรงเวลา นอนหลับสนิทตลอดคืนก็ตาม

6.ร่างกายอ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา

7.น้ำหนักขึ้น เพราะรู้สึกหิวกระหายอยู่เกือบตลอดเวลา กินจุ น้ำหนักขึ้น และชอบกินของจุกจิก

8.อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ แบบไม่สามารถควบคุมได้

9.มีอาการทางกายเกิดขึ้นร่วมด้วย ที่พบได้บ่อย เช่น ปวดมึนศีรษะ ปวดตามร่างกาย ใจสั่น เจ็บคัดเต้านม จุกเสียดท้อง หายใจไม่อิ่ม หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม เป็นต้น

โรคอารมณ์แปรปรวน

สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะอารมณ์แปรปรวนในผู้หญิง ?

สาเหตุของ อารมณ์แปรปรวนในผู้หญิง เกิดขึ้นได้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพร่างกายและจิตใจ ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวการ มีดังต่อไปนี้

1.การแปรปรวนของอารมณ์ก่อนมีรอบเดือน - เป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อายุตั้งแต่ 18-35 ปี เรียกภาวะดังกล่าวว่า PMS(Premenstrual Syndrome) จะพบอาการทางกายร่วมกับอาการทางจิตใจ เช่น ตัวบวม ปวดตามกล้ามเนื้อ รู้สึกตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้ ขี้หงุดหงิด น้อยใจ เหวี่ยงวีน เศร้าและอ่อนไหว นอนไม่หลับ กระวนกระวาย เป็นต้น

2.โรคอารมณ์สองขั้ว - โรคอารมณ์สองขั้ว หรือที่เคยได้ยินกันว่าโรคไบโพล่าร์(Bipolar disorders) คือโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวช อาการที่พบคือความแปรปรวนทางอารมณ์ ทั้งเครียด คิดมาก จนไปกระทบกับคนรอบข้าง รุนแรงถึงขั้นคลุ้มคลั่ง มีภาวะซึมเศร้าอย่างหนัก สังเกตว่าจากปกติ จะเป็นคนชอบทำนู่นทำนี่มากขึ้น เพราะวอกแวกง่าย ชอบเที่ยว ใช้เงินเก่ง บางคนโทรหาคนรู้จักซ้ำ ๆ วันละหลายสิบสาย มีอารมณ์ฉุนเฉียว คึกคัก ร่าเริงอยู่ดี ๆ ก็กลายเป็นอารมณ์เศร้าซึมขึ้นมา ร้องไห้แบบไม่มีสาเหตุ แต่จะเป็นแค่ระสั้น ๆ หากมีอะไรมากระตุ้นความรู้สึก ยิ่งหากมีสิ่งมีกระตุ้นความรู้สึกทางใจมาก เกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์อย่างหนัก จะเปลี่ยนเป็นโมโห อาละวาด สติแตก ทำร้ายตัวเองและคนอื่นได้

3.การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนภายในร่างกาย - เกิดขึ้นได้ในวัยเจริญพันธุ์ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน เนื่องจากความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะส่งผลกับการทำงานของสมองโดยตรง ดังนั้นจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ไปด้วย มักพบได้ในกลุ่มผู้หญิงตั้งครรภ์ หรือในวัยรุ่น ไปจนถึงผู้ที่กำลังเข้าสู่วัยทอง

4.เข้าสู่ช่วงใกล้หมดประจำเดือน - วัยใกล้หมดประจำเดือนหรือวัยทอง มักจะมีปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ไม่แพ้สาเหตุอื่น ๆ มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เมื่อรังไข่หยุดทำงาน ทำให้ไม่มีไข่ตก ประจำเดือนเริ่มขาดหาย ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ อาการแปรปรวนนี้อาจเป็นได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วหายไป แต่บางกลุ่มก็มีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ตลอดชีวิต

นอกจากนี้ความแปรปรวนของอารมณ์ที่พบในผู้หญิงยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นได้ เพราะสุขภาพร่างกายที่เกิดปัญหา บางครั้งก็ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจได้ ดังนั้นการหมั่นสังเกตอารมณ์ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการฝึกสมาธิ รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง ก็จะลดปัญหาด้านอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ให้ดีขึ้นได้ ช่วยให้สาว ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ขึ้น ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

วิธีดูแลรักษาปัญหาฝ้า หมดกังวลปัญหาตัวการร้ายทำลายผิว

วิธีดูแล รักษาฝ้า หมดกังวลปัญหาตัวการร้ายทำลายผิว

วิธีดูแลรักษาปัญหาฝ้า

ถ้าจะให้เลือกเป็นระหว่างสิวกับฝ้า คนที่รู้เรื่องพวกนี้ดีก็จะต้องเลือกสิวดีกว่า เพราะการรักษาง่าย เป็นแล้วหายโดยแทบจะไม่ทิ้งร่องรอย แม้จะเกิดเป็นแผลเป็นบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายจนเกินเยียวยา เพราะเมื่อเทียบกับฝ้าแล้ว เป็นสิ่งที่ครีมดูแลผิวจะกำจัดออกได้อยาก เนื่องจากฝ้ามักจะอยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหน้า ปรากฏอย่างชัดเจน อาจจะเป็นรอยดำ หรือรอยแดง กินพื้นที่ ๆ ไม่ใชแค่จุดเล็ก ๆ อย่างแน่นอน หากปล่อยทิ้งไว้นาน หรือได้รับ วิธีรักษาฝ้า ที่ไม่ถูกวิธี แทนที่ฝ้าจะหาย ยิ่งลุกลามบานปลาย กระทบต่อความมั่นใจ สูญเสียบุคลิกภาพ ทำให้ไม่กล้าออกไปเผชิญหน้ากับสังคมกันได้เลยทีเดียว

ฝ้า คืออะไร ?

ฝ้า คือปัญหาตัวฉกาจของผิวที่ชวนหงุดหงิดใจยิ่งกว่าสิว ซึ่งมักจะมาพร้อมกับกระ ทำให้เป็นรอยด่างดำ ลักษณะของฝ้าจะเป็นความผิดปกติของผิวหนัง หรือการถูกกระตุ้นจากปัจจัยแวดล้อมภายนอก เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย พบเห็นได้บริเวณผิวหน้ามากเป็นพิเศษ สังเกตว่าจะมีรอยแดงคล้ำ หรือเป็นปื้นสีน้ำตาลกินพื้นที่ชัดเจน บางคนก็จะเป็นสีดำ เทา ไปจนถึงสีม่วงอมน้ำเงิน และไม่ได้เกิดขึ้นตั้งแต่เกิด โดยทั่วไปจะพบได้มากในผู้หญิงวัยกลางคน อายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากสังเกตให้ดีว่าผิวที่เคยเรียบเนียน ขาวใส เริ่มมีความคล้ำ มีรอยปื้นที่ผิดเพี้ยนไปจากสีผิวปกติ เบื้องต้นมักจะค่อย ๆ เกิดขึ้นเป็นรอยจาง ๆ ก่อน ก็ให้สันนิษฐานเอาไว้ก่อนเลยว่าผิวกำลังเสี่ยงที่จะเกิดฝ้าเข้ามาคุกคามแล้วก็ได้

ตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า

อะไรเป็นตัวการที่ทำให้เกิดฝ้า ?

การเกิดฝ้า เกิดขึ้นจากความผิดปกติของชั้นผิวหนัง เม็ดสีผิวเกิดการทำงานที่ผิดปกติ ทำให้มีการสร้างเม็ดสีที่เรียกว่าเมลานินขึ้นมาเป็นจำนวนมาก จนมองเห็นได้ชัดเจน บางรายฝ้าที่พบยังมาจากสภาพผิวชั้นนอกที่มีความบาง ทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนังชัดเจน กลายเป็นริ้วรอยที่ทำให้หน้าดูหมองคล้ำไม่เรียบเนียนขึ้นมา

ความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้ไม่ดี เป็นตัวกระตุ้นทำให้เม็ดสีทำงานผิดปกติได้ โดยที่ฮอร์โมนหลักอันเป็นตัวการคือฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อใดก็ตามที่ฮอร์โมนดังกล่าวมีระดับสูงขึ้น จะไปทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลาโนไซท์ ดังนั้นความเสี่ยงที่ผู้หญิงในช่วงตั้งครรภ์ ระยะที่กำลังตั้งครรภ์เดือนแรก ๆ จะเกิดฝ้าขึ้นมาได้ แม้จะไม่ได้สัมผัสกับแสงแดดหรือปัจจัยกระตุ้นอื่นก็ตาม อีกทั้งหากพบความแปรปรวนของฮอร์โมนตัวนี้ ก็มีผลต่อการเพิ่มขึ้นของเม็ดสีเมลานินจนเกิดเป็นฝ้าขึ้นมาบริเวณผิวหน้า พบได้มากที่แก้มทั้งสองข้าง เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า ฝ้าเลือด ซึ่งจะพบได้บ่อยในช่วงมีก่อนและระหว่างมีประจำเดือนร่วมด้วย

นอกจากนี้ยังมีตัวกระตุ้นจากสารเคมี การใช้เครื่องสำอางที่มีสารพิษตกค้าง การเผชิญกับแสงแดดเป็นเวลานานหลายชั่วโมง สภาพผิวที่แพ้ง่าย การใช้ครีมบำรุง หรือยาที่เป็นสารเคมีรุนแรงติดต่อกัน ก็ล้วนทำให้มีโอกาสที่เม็ดสีตามธรรมชาติจะทำงานผิดปกติ เพิ่มจำนวนขึ้นมาจนผิวหน้าเสียความขาวใสไปได้

ป้องกันการเกิดฝ้า

แนวทางการรักษาและป้องกันการเกิดฝ้า

ตามปกติแล้วหากเป็นฝ้าขึ้นมา มักจะทำการรักษานั้นได้ยาก ขึ้นอยู่กับว่าฝ้าที่พบอยู่ในตำแหน่งไหนของชั้นผิว เพราะจะมีแบบฝ้าลึก ที่อยู่แค่ตรงหนังกำพร้า ซึ่งเป็นหนังชั้นนอกสุด ฝ้าแบบนี้สังเกตให้ดีจะออกเป็นสีน้ำตาล และมองเห็นขอบเขตอย่างชัดเจน มีตัวกระตุ้นจากปัจจัยแลดล้อมภายนอกที่ทำให้เกิดขึ้นได้ง่าย แต่ก็สามารถรักษาให้กลับมาหายเป็นปกติได้ไม่ยากในระยะเวลาสั้น ๆ หากไม่ปล่อยให้ลุกลามทิ้งเอาไว้นานจนเกินไป ส่วนฝ้าอีกแบบจะเป็นฝ้าลึก อยู่ในระดับที่ลึกกว่าแค่หนังกำพร้า สังเกตว่าสีจะมีน้ำตาลอมฟ้า หรืออมม่วง หากเป็นแล้วจะรักษาได้ยาก การทายา หรือกินยาเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยให้จางลงแต่ไม่หายขาด ต้องทำเลเซอร์ควบคู่ไปด้วย ดังนั้น วิธีรักษาฝ้า จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่ คือ

1.การทาครีมกันแดดและครีมบำรุงควบคู่กัน

วิธีรักษานี้จะเหมาะสำหรับคนที่เป็นฝ้าแบบจาง ๆ และเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน การรักษาสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ด้วยการทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ให้มากเป็นพิเศษในตำแหน่งที่เกิดฝ้า และบริเวณผิวส่วนอื่น ๆ ในเวลากลางวัน ไม่ว่าจะออกกลางแจ้งหรือไม่ก็ตาม ส่วนในเวลากลางคืนให้ใช้ครีมทาฝ้าที่มียี่ห้อ มีการรับรองเป็นอย่างดี ใช้ต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน ก็จะทำให้ฝ้าจางลงและกลับมามีผิวหน้าขาวใสได้เหมือนเดิม

2.การกินยารักษาฝ้า

โดยทั่วไปยากินเพื่อใช้ รักษาฝ้า มักจะมีผลทำให้เลือดเกิดการแข็งตัว ซึ่งจะใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเลือดไหลไม่หยุด ส่วนการนำมาใช้สำหรับการรักษาฝ้าได้นั้น เนื่องจากกลไกลการทำงานของยามีฤทธิ์ช่วยหยุดการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ซึ่งเอนไซม์ตัวนี้จะเป็นตัวที่กระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสี ทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ เนื่องจากเป็นยาที่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานด้วยตัวเอง จะต้องได้รับการตรวจรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับติดตามผล เพื่อป้องกันการเกิดอาการข้างเคียงจากการใช้ยานั่นเอง

3.การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ในการกำจัดฝ้า

เทคโนโลยี วิธีรักษาฝ้า ในปัจจุบัน สามารถใช้เลเซอร์เป็นตัวช่วยที่เห็นผล และมีผลข้างเคียงน้อย เหมาะสำหรับคนที่มีฝ้าหนา มองเห็นได้ชัด และเป็นชนิดฝ้าลึก เกิดขึ้นใต้ชั้นผิวหนังกำพร้าลงไป จะต้องใช้การเลเซอร์หรือคลื่นแสงที่เหมาะสมเข้ามาช่วยรักษา ยับยั้งการเกิดเม็ดสีผิดปกติ ที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรค ข้อดีคือทำให้ฝ้าที่เป็นเยอะหายได้เร็วขึ้น มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยาทาหรือยากินที่อาจจะต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพตามมา

เนื่องจากฝ้าเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณ มีสาเหตุจากหลากหลายปัจจัยที่ยังหาบทสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ ดังนั้นการดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีทั้งภายในและภายนอก บวกรวมกับการหมั่นสังเกตสภาพผิวของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาผิวชนิดนี้ให้น้อยลงได้ ให้ความเรียบเนียนของผิวเติมเสน่ห์ให้สาว ๆ ได้อย่างมั่นใจไปได้อีกนาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

อาการปวดท้องประจำเดือน ที่ไม่ปกติ สัญญาณเตือนที่สาว ๆ พึงระวัง

อาการ ปวดท้องประจำเดือน ที่ไม่ปกติ สัญญาณเตือนที่สาว ๆ พึงระวัง

อาการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องประจำเดือน เป็นลักษณะอาการที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เมื่อมีเลือดประจำเดือนออกมา ก็จะส่งผลให้มดลูกบีบตัว เกิดอาการปวดเกร็ง ซึ่งมักจะเกิดก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ประมาณ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ อาการ ปวดประจําเดือน ปวดท้องน้อย ในลักษณะนี้ถือว่าไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย

แต่อย่างไรก็ตามหาก ปวดท้องประจำเดือน แบบที่รู้สึกว่ารุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ปวดรุนแรงถึงขั้นต้องนอนบิดตัวไปมา ใช้ถุงประคบร้อนก็ไม่หาย อาการปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ บางรายเกิดร่วมกับการมาที่ผิดปกติของประจำเดือน หากพบว่าอาการปวดดังกล่าวของสาว ๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรหาสาเหตุด้วยการเข้ารับการตรวจจากสูตินารีแพทย์ เพราะหากพบสิ่งผิดปกติขึ้นมา จะได้ทำการรักษาได้ทันการก่อนที่โรคจะลุกลามจนสายเกินแก้เอาได้ เพราะฉะนั้นลองมาดูสัญญาณที่มักพบได้ในกลุ่มสาว ๆ วัยมีเมนส์ว่า อาการปวดท้องประจำเดือน แบบไหนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจกันดีกว่าค่ะ

อาการปวดท้องเมนส์แบบเฉียบพลัน

อาการ ปวดประจำเดือน แบบเฉียบพลันกับแบบเรื้องรัง

ถ้าหากจะกล่าวโดยรวม ๆ แล้ว อาการปวดท้องเมนส์ ที่เกิดขึ้น มักสัมพันธ์กับอาการปวดท้องน้อยทั่วไปได้ เพราะระบบสืบพันธุ์ที่ซับซ้อนในผู้หญิง ทำให้บางครั้งปวดก่อนประจำเดือนมา ปวดระหว่างมีประจำเดือน หรือปวดหลังมีประจำเดือนไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าอาการ ปวดประจําเดือน ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง แต่โดยลักษณะใหญ่ ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ

1.อาการปวดท้องน้อยแบบเฉียบพลัน

อยู่ดี ๆ ก็จะมีอาการปวดขึ้นมาแบบดื้อ ๆ ไม่มีสัญญาณเตือนก่อนล่วงหน้า หรือแทบไม่แสดงอาการอะไรเลยที่จะทำให้สาว ๆ เอะใจ อาการปวดแบบนี้มักมีสาเหตุมาได้หลากหลาย เช่น มดลูกอักเสบ, การอักเสบของรังไข่, เนื้องอกรังไข่, ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ลำไส้อักเสบ, ไส้ติ่งอักเสบ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

2.อาการปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง

เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นได้แบบค่อยเป็นค่อยไป มักจะมีสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาการที่พบมักจะเป็น ๆ หาย ๆ เกิดขึ้นเป็นบางช่วงเวลา หรือปวดแค่เบา ๆ ในบางช่วง แต่หากมีสิ่งใดมาเป็นตัวกระตุ้น ก็จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น ซึ่งพบได้ในกลุ่มที่มีอาการปวดประจำเดือนอยู่แล้ว หรือมาจากความผิดปกติของอวัยวะเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น เนื้องอกในมดลูก, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ และช่วงมีเมนส์ เป็นต้น

อาการปวดท้องประจำเดือน แบ่งได้เป็นกี่ระดับ?

อาการ ปวดประจําเดือน โดยทั่วไปตามหลักการแพทย์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน คือ

1.อาการปวดประจำเดือนในระดับปฐมภูมิ

เป็นอาการปวดทั่ว ๆ ไปเมื่อผู้หญิงมีรอบเดือน อาการที่พบจะรู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืด อาเจียน ท้องเสีย อารมณ์แปรปรวนเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง สาเหตุของอาการปวดหน่วงแบบปฐมภูมิจะไม่เป็นอันตราย แต่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของสาว ๆ ได้ เนื่องจากมีการหลั่งสาร Prostaglandins ออกมามากกว่าในช่วงปกติ ทำให้มดลูกบีบตัว กล้ามเนื้อมดลูกเกร็ง จะปวดแบบเป็นระยะ ๆ ไม่ได้ปวดติดต่อกัน ที่พบได้บ่อยคืออาการปวดก่อนมีประจำเดือนวันแรกประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือบางคนก็ 1-2 วัน และจะปวดต่อเนื่องไปราว 2-3 วัน ก็จะค่อย ๆ ทุเลาดีขึ้น เหลือเพียงแค่อาการปวดหน่วงทิ้งไว้

2.อาการปวดประจำเดือนในระดับทุติยภูมิ

อาการปวดหน่วงบริเวณมดลูกที่มีความทรมานมากกว่าแบบปฐมภูมิ จนบางคนเข้าขั้นวิกฤตต้องกินยาแก้ปวดเฉพาะที่ หรือฉีดยาระงับปวดกันเลยทีเดียว แม้บางครั้งจะพบว่าเป็นอาการปกติทั่วไปของผู้หญิงในทุก ๆ รอบเดือนก็ตาม แต่หากปล่อยทิ้งไว้ย่อมทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ตัวเย็น มือเย็น เท้าเย็น หน้ามืด ท้องเสีย ใจสั่น เหงื่อออก ฯลฯ ให้สังเกตสัญญาณว่าเป็นอาการปวดที่สาว ๆ ควรกังวลหรือไม่นั้น ดูได้จากก่อนหน้านี้เคยมีอาการปวดแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เคยมีประจำเดือนหรือไม่ หากพบว่าไม่เคยมีอาการปวดที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน ควรตรวจหาความผิดปกติซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวด โดยสิ่งที่ตรวจพบได้บ่อยจะเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมดลูก มีเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุเจริญผิดที่ การอักเสบแบบเรื้อรังบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าอาการ ปวดประจําเดือน ช่วงมีรอบเดือนเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงจะช่วยไขคำตอบได้ดีที่สุด แต่หากสาว ๆ พบอาการปวดของตัวเองก่อนหรือขณะมีประจำเดือนของตัวเองรุนแรงมากจนทนไม่ไหว นานวันไปอาการก็ยังไม่ทุเลาลง ยิ่งทวีความปวดแบบยกระดับขึ้นในทุก ๆ เดือน กินยาแก้ปวดช่วยได้แค่เพียงทุเลา มีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนตามมาด้วย เช่น เป็นลม หน้ามืด ท้องเสีย ปวดท้องน้อยจนไม่มีแรงลุกเดิน หากพบอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา และร่วมกันหาสาเหตุต่อไปจะดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพในอนาคตตามมา

วิธีรักษาอากาปวดท้องประจำเดือน

วิธีดูแลรักษาและป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องประจำเดือน สามารถรักษาให้หายหรือทุเลาลงได้เมื่อพบต้นตออันเป็นสาเหตุจริง ๆ โดยทั่วไปหากมีอาการรุนแรง ผิดปกติอย่างหนัก จะได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นจากแพทย์เสียก่อน มีการตรวจร่างกาย ซักถามประวัติ และโรคประจำตัวเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อเก็บเป็นข้อมูลนำไปใช้ในการวินิจฉัย

ในระหว่างนี้จะมีขั้นตอนตรวจภายในอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การทำ MRI, อุลตร้าซาวน์, การตรวจบริเวณท้องน้อยด้านนอกดูตำแหน่งอุ้งเชิงกราน, ส่องตรวจกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น หากแพทย์พบสาเหตุของการเกิดอาการปวดแล้ว ก็จะทำการรักษาตามอาการ โดยดูจากระดับความรุนแรง และตัวโรคที่ผู้ป่วยเป็นด้วยว่าเกิดขึ้นจากความผิดปกติส่วนไหน

อย่างไรก็ตามอาการปวดที่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่มาจากความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ มักจะหาทางป้องกันได้ยาก เนื่องจากระบบมีความซับซ้อน การดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย หมั่นสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพจิตให้สดใส หลีกเลี่ยงความเครียดให้ได้มากที่สุด ก็จะส่วนช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้

ในเมื่อ อาการปวดท้องประจําเดือน ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ หากไม่รู้จักสังเกตตัวเองให้ดี โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ก็อาจจะทำให้ต้องเผชิญกับอาการปวดที่มาจากความผิดปกติของระบบภายใน เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ควรเข้าไปขอคำปรึกษาจากสูตินารีแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด ดีกว่ามัวนั่งวิตกอยู่คนเดียว นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว อาจกลายเป็นความเสี่ยงเพราะไม่ยอมฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายของตัวเองก็เป็นได้ค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

QR Code Line Here