อาการ ปวดท้องประจำเดือน ที่ไม่ปกติ สัญญาณเตือนที่สาว ๆ พึงระวัง

อาการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องประจำเดือน เป็นลักษณะอาการที่พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เมื่อมีเลือดประจำเดือนออกมา ก็จะส่งผลให้มดลูกบีบตัว เกิดอาการปวดเกร็ง ซึ่งมักจะเกิดก่อนหรือขณะมีประจำเดือน ประมาณ 2-3 วันก็จะหายเป็นปกติ อาการ ปวดประจําเดือน ปวดท้องน้อย ในลักษณะนี้ถือว่าไม่มีอันตรายใด ๆ ต่อร่างกาย

แต่อย่างไรก็ตามหาก ปวดท้องประจำเดือน แบบที่รู้สึกว่ารุนแรงจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ปวดรุนแรงถึงขั้นต้องนอนบิดตัวไปมา ใช้ถุงประคบร้อนก็ไม่หาย อาการปวดรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ บางรายเกิดร่วมกับการมาที่ผิดปกติของประจำเดือน หากพบว่าอาการปวดดังกล่าวของสาว ๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรหาสาเหตุด้วยการเข้ารับการตรวจจากสูตินารีแพทย์ เพราะหากพบสิ่งผิดปกติขึ้นมา จะได้ทำการรักษาได้ทันการก่อนที่โรคจะลุกลามจนสายเกินแก้เอาได้ เพราะฉะนั้นลองมาดูสัญญาณที่มักพบได้ในกลุ่มสาว ๆ วัยมีเมนส์ว่า อาการปวดท้องประจำเดือน แบบไหนที่ไม่ควรนิ่งนอนใจกันดีกว่าค่ะ

อาการปวดท้องเมนส์แบบเฉียบพลัน

อาการ ปวดประจำเดือน แบบเฉียบพลันกับแบบเรื้องรัง

ถ้าหากจะกล่าวโดยรวม ๆ แล้ว อาการปวดท้องเมนส์ ที่เกิดขึ้น มักสัมพันธ์กับอาการปวดท้องน้อยทั่วไปได้ เพราะระบบสืบพันธุ์ที่ซับซ้อนในผู้หญิง ทำให้บางครั้งปวดก่อนประจำเดือนมา ปวดระหว่างมีประจำเดือน หรือปวดหลังมีประจำเดือนไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าอาการ ปวดประจําเดือน ดังกล่าวมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง แต่โดยลักษณะใหญ่ ๆ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกันคือ

1.อาการปวดท้องน้อยแบบเฉียบพลัน

อยู่ดี ๆ ก็จะมีอาการปวดขึ้นมาแบบดื้อ ๆ ไม่มีสัญญาณเตือนก่อนล่วงหน้า หรือแทบไม่แสดงอาการอะไรเลยที่จะทำให้สาว ๆ เอะใจ อาการปวดแบบนี้มักมีสาเหตุมาได้หลากหลาย เช่น มดลูกอักเสบ, การอักเสบของรังไข่, เนื้องอกรังไข่, ตั้งครรภ์นอกมดลูก, ลำไส้อักเสบ, ไส้ติ่งอักเสบ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

2.อาการปวดท้องน้อยแบบเรื้อรัง

เป็นอาการปวดที่เกิดขึ้นได้แบบค่อยเป็นค่อยไป มักจะมีสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อาการที่พบมักจะเป็น ๆ หาย ๆ เกิดขึ้นเป็นบางช่วงเวลา หรือปวดแค่เบา ๆ ในบางช่วง แต่หากมีสิ่งใดมาเป็นตัวกระตุ้น ก็จะทำให้อาการปวดรุนแรงมากขึ้น ซึ่งพบได้ในกลุ่มที่มีอาการปวดประจำเดือนอยู่แล้ว หรือมาจากความผิดปกติของอวัยวะเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ เช่น เนื้องอกในมดลูก, เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ และช่วงมีเมนส์ เป็นต้น

อาการปวดท้องประจำเดือน แบ่งได้เป็นกี่ระดับ?

อาการ ปวดประจําเดือน โดยทั่วไปตามหลักการแพทย์จะแบ่งออกเป็น 2 ระดับด้วยกัน คือ

1.อาการปวดประจำเดือนในระดับปฐมภูมิ

เป็นอาการปวดทั่ว ๆ ไปเมื่อผู้หญิงมีรอบเดือน อาการที่พบจะรู้สึกหน่วง ๆ ที่ท้องน้อย อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน หน้ามืด อาเจียน ท้องเสีย อารมณ์แปรปรวนเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง สาเหตุของอาการปวดหน่วงแบบปฐมภูมิจะไม่เป็นอันตราย แต่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของสาว ๆ ได้ เนื่องจากมีการหลั่งสาร Prostaglandins ออกมามากกว่าในช่วงปกติ ทำให้มดลูกบีบตัว กล้ามเนื้อมดลูกเกร็ง จะปวดแบบเป็นระยะ ๆ ไม่ได้ปวดติดต่อกัน ที่พบได้บ่อยคืออาการปวดก่อนมีประจำเดือนวันแรกประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือบางคนก็ 1-2 วัน และจะปวดต่อเนื่องไปราว 2-3 วัน ก็จะค่อย ๆ ทุเลาดีขึ้น เหลือเพียงแค่อาการปวดหน่วงทิ้งไว้

2.อาการปวดประจำเดือนในระดับทุติยภูมิ

อาการปวดหน่วงบริเวณมดลูกที่มีความทรมานมากกว่าแบบปฐมภูมิ จนบางคนเข้าขั้นวิกฤตต้องกินยาแก้ปวดเฉพาะที่ หรือฉีดยาระงับปวดกันเลยทีเดียว แม้บางครั้งจะพบว่าเป็นอาการปกติทั่วไปของผู้หญิงในทุก ๆ รอบเดือนก็ตาม แต่หากปล่อยทิ้งไว้ย่อมทำให้คุณภาพชีวิตย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ บางรายอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น ตัวเย็น มือเย็น เท้าเย็น หน้ามืด ท้องเสีย ใจสั่น เหงื่อออก ฯลฯ ให้สังเกตสัญญาณว่าเป็นอาการปวดที่สาว ๆ ควรกังวลหรือไม่นั้น ดูได้จากก่อนหน้านี้เคยมีอาการปวดแบบนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เคยมีประจำเดือนหรือไม่ หากพบว่าไม่เคยมีอาการปวดที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน ควรตรวจหาความผิดปกติซึ่งเป็นต้นตอของอาการปวด โดยสิ่งที่ตรวจพบได้บ่อยจะเป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมดลูก มีเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุเจริญผิดที่ การอักเสบแบบเรื้อรังบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น

ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่ต้องรีบไปหาหมอ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าอาการ ปวดประจําเดือน ช่วงมีรอบเดือนเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก การตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงจะช่วยไขคำตอบได้ดีที่สุด แต่หากสาว ๆ พบอาการปวดของตัวเองก่อนหรือขณะมีประจำเดือนของตัวเองรุนแรงมากจนทนไม่ไหว นานวันไปอาการก็ยังไม่ทุเลาลง ยิ่งทวีความปวดแบบยกระดับขึ้นในทุก ๆ เดือน กินยาแก้ปวดช่วยได้แค่เพียงทุเลา มีอาการอื่น ๆ แทรกซ้อนตามมาด้วย เช่น เป็นลม หน้ามืด ท้องเสีย ปวดท้องน้อยจนไม่มีแรงลุกเดิน หากพบอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษา และร่วมกันหาสาเหตุต่อไปจะดีกว่าปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นอันตรายต่อสุขภาพในอนาคตตามมา

วิธีรักษาอากาปวดท้องประจำเดือน

วิธีดูแลรักษาและป้องกันอาการปวดท้องประจำเดือน

ปวดท้องประจำเดือน สามารถรักษาให้หายหรือทุเลาลงได้เมื่อพบต้นตออันเป็นสาเหตุจริง ๆ โดยทั่วไปหากมีอาการรุนแรง ผิดปกติอย่างหนัก จะได้รับการวินิจฉัยเบื้องต้นจากแพทย์เสียก่อน มีการตรวจร่างกาย ซักถามประวัติ และโรคประจำตัวเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อเก็บเป็นข้อมูลนำไปใช้ในการวินิจฉัย

ในระหว่างนี้จะมีขั้นตอนตรวจภายในอื่น ๆ ตามดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การทำ MRI, อุลตร้าซาวน์, การตรวจบริเวณท้องน้อยด้านนอกดูตำแหน่งอุ้งเชิงกราน, ส่องตรวจกระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น หากแพทย์พบสาเหตุของการเกิดอาการปวดแล้ว ก็จะทำการรักษาตามอาการ โดยดูจากระดับความรุนแรง และตัวโรคที่ผู้ป่วยเป็นด้วยว่าเกิดขึ้นจากความผิดปกติส่วนไหน

อย่างไรก็ตามอาการปวดที่เกิดขึ้นในผู้หญิงที่มาจากความผิดปกติของระบบสืบพันธุ์ มักจะหาทางป้องกันได้ยาก เนื่องจากระบบมีความซับซ้อน การดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย หมั่นสังเกตตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และดูแลสุขภาพจิตให้สดใส หลีกเลี่ยงความเครียดให้ได้มากที่สุด ก็จะส่วนช่วยลดความเสี่ยงให้น้อยลงได้

ในเมื่อ อาการปวดท้องประจําเดือน ไม่ใช่แค่เรื่องเล่น ๆ หากไม่รู้จักสังเกตตัวเองให้ดี โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ ก็อาจจะทำให้ต้องเผชิญกับอาการปวดที่มาจากความผิดปกติของระบบภายใน เพราะฉะนั้นถ้ารู้ว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่เคยเป็นมาก่อน ก็ควรเข้าไปขอคำปรึกษาจากสูตินารีแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด ดีกว่ามัวนั่งวิตกอยู่คนเดียว นอกจากจะไม่ได้คำตอบแล้ว อาจกลายเป็นความเสี่ยงเพราะไม่ยอมฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายของตัวเองก็เป็นได้ค่ะ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

QR Code Line Here
Posted in บทความสุขภาพ and tagged , .